Portfolio Diversification

What is “Portfolio Diversification”?

Portfolio Diversification คือการกระจายการลงทุนในพอร์ตการลงทุนของเราเพื่อเป้าหมายทางการลงทุน ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงครับ ดังคำยอดฮิตของนักลงทุนเรื่องนี้ ได้กล่าวไว้ว่า “อย่าใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน – Don’t put all your eggs in one basket”  มาดูกันต่อเลยครับว่าแล้วคำกล่าวนี้มันเป็นยังไง

Why it matters?

เจ้าคำกล่าวนั้นหมายความว่าถ้าเราลงทุนด้วยเงินทั้งหมดของเราไปในหุ้นตัวใดตัวหนึงก็เหมือนใส่ไข่ทั้งหมด (เงินลงทุน) ไว้ในตระกร้าใบเดียว ถ้าเผลอทำตระกร้าตกขึ้นมาไข่ในตระกร้าก็พลอยตกแตกไปด้วย เหตุทุกวันนี้ตลาดหลักทรัพย์การลงทุนของเรา อาจจะเพิ่มขึ้น ลดลง ได้วันละหลายเปอร์เซ็น ถ้าหุ้นเล็กๆหน่อยก็มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลง ได้วันละเป็นสิบเปอร์เซ็นต่อวันเลยทีเดียว มันจึงเป็นการไม่ฉลาดนักถ้านักลงทุนเชิง Quants จะลงทุนในหลักทรพย์ตัวใดตัวหนึงเท่านั้น เพราะมันจะทำให้มีความเสี่ยง (เช่น Standard Deviation ในโพสก่อน) ของพอร์ตฟอลิโอของเราก็เพิ่มขึ้น

อย่างเช่นในช่วงเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าเราลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ธนาคาร หรือ กลุ่มอาหารจะอยู่รอดมากกว่ากันครับ ถ้าว่ากันด้วยคอมม้อนเซ้นคนเราอาจจะไม่ซื้อคอมพ์ ไม่ซื้อของเทคโนโลยีได้ แต่ไม่อาจจะเลิกกินอาหารได้ใช่ไหมครับ ตามหลักการหุ้นกลุ่มขายอาหารน่าจะอยู่รอดได้มากกว่า ถึงจะไม่เสมอไปเพราะความเป็นจริงแล้ววิกฤตเศรษฐกิจจะละเอียดกว่านี้มากแต่ขอยกตัวอย่างแบบง่ายๆให้ดูพอเป็นไอเดียของการ Diversification ครับ (หลังจากนี้เราจะมีวิธีการเลือกมันโดยใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์)

1.png

ตัวอย่างหุ้นถ้าเราถือหุ้น TMB ในช่วงเวลา 2007 ถึง 2010 ซึ่งช่วงเวลานั้นได้เกิดวิกฤตซับไพรม์พอดี ผลที่ได้ในช่วงเวลานั้น จะมีกำไรเฉลี่ยต่อปีที่ -1.17% และ Standard Deviation ต่อปีที่  0.48 หรือเหวี่ยงขึ้นลงที่ 48% ในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว

มาลอง Diversify กันดูครับ

โดยเราจะลองสุ่มถือหุ้น เพิ่มดูซัก 5 ตัวผ่านช่วงเวลาวิกฤตเศรษฐกิจและช่วงฟื้นตัวดูครับ โดยจะถือแบบ equal weight หรือ ถือเท่ากันทุกตัวในพอร์ต และ เป็นเพียงแค่การสุ่มหุ้นมาถือเท่านั้นว่าจะช่วงแบ่งเบาความเสี่ยงได้หรือเปล่า โดยหุ้นที่เลือกมาเป็น

  • บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด(HMPRO)
  • บริษัท ปตท. จำกัด(PTT)
  •  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(CPF)
  • ธนาคารทหารไทย จำกัด (TMB)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (SCB)

เป็น ธนาคารซะ 2 พลังงาน อาหาร และ เครื่องเรือน อย่างละ 1 ลองพล๊อตดูครับ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ถ้าเราถือทั้งหมดนี้ เท่ากับอย่างละ 20% ของพอร์ตจะเป็นอย่างไร

3.png

ผลที่ได้ตามนั้นครับ สีฟ้าอ่อน คือผลจากพอร์ตที่เราถือหุ้นตัวอื่นอย่างละเท่าๆกัน ผลจากที่ตาเห็นเราก็พอจะบอกได้ว่ามันดีกว่าถือหุ้นแค่ TMB ตัวเดียวแน่ๆ แต่มันก็ไม่อาจจะดีไปกว่าตัวที่ทำผลงานได้ดีที่สุด และ ไม่ได้แย่ไปกว่าตัวที่แย่ที่สุด อย่างว่าครับ เราไม่รู้อนาคต ถ้าเรารู้เราคงสามารถใส่ไข่ทั้งหมดไปในตระกร้าใบเดียวได้ แต่ในเมื่อเราไม่รู้ ก็ต้องให้มันเฉลี่ยกันครับ พูดมามากแล้วมาดูตัวเลขจากการ Diversify แบบ Simple นี้กันดีกว่า ว่ามัจะทำให้ Standard deviation ของเราลดลงไหม หรือส่งผลอย่างไรกับกำไรเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆในพอร์ต

Standard Deviation (STDEV)

Screenshot from 2017-09-13 19-07-14Return

Screenshot from 2017-09-13 19-06-55

รูปด้านบน แสดงค่า  stdev และ return ของหุ้นแต่ละตัว  และ แสดงค่าเดียวกันนี้ของทั้ง Portfolio ในบรรทัดสุดท้าย ที่เขียนไว้ว่า  Diversify จากผลลัพธ์จะเห็นว่า การ Diversify พอร์ตฟอลิโอ้ทำให้ความเสี่ยง (stdev) ลดลงอย่างมาก เช่น ถ้าเราถือ TMB ตัวเดียว ค่า stdev จะอยู่ที่ 48% ต่อปี หรือ ถ้าถือตัวอื่น จะอยู่ที่ 30-39% ต่อปี แต่ถ้าเราถือทั้งหมดนี้ ค่าความเสี่ยงโดยรวมของ portfolio  ของเราก็จะมีค่าประมาณ 26% เท่านั้น ลองนึกดูครับ จากความเสี่ยงสูงสุดถึง  48% ซึ่งนับว่าแทบจะรับไม่ได้เลย เราทำให้ portfolio ของเราลดความเสี่ยงลงมาได้จะเหลือ  26% เท่านั้น ค่อยหายใจได้ทั่วท้องหน่อยใช่มั้ยครับ

ในด้านของการทำกำไร Diversified portfolio ของเราก็ยังสามารถทำได้เฉลี่ย 18% ต่อปี ถึงจะไม่ทำได้เยอะเท่าการถือ HMPRO หรือ CPF แต่ก็สามารถป้องกันการขาดทุนจากการถือ TMB และยังสามารถทำกำไรได้มากกว่า PTT และ SCB อีกด้วย ขณะที่ความเสี่ยงยังคงต่ำสุด

Diversify แบบนี้จะลดความเสี่ยงได้เสมอหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” ครับ ถ้าเราโชคร้ายไปจัดพอร์ตเป็นหุ้นที่เหมือนๆกันหมดหรือเจอหุ้นที่แย่ๆเหมือนกันหมดมันก็อาจจะไม่ช่วยอะไรมากนักก็ได้ ฉะนั้นเราต้องจัดมันให้ดีกว่าเลือกมั่วๆครับ  เช่น

  • เลือกด้วยเหตุผล เช่น กระจายตามกลุ่มธุรกิจแตกต่างกัน
  • เลือกด้วยคณิตศาสตร์ หาตัววัดที่วัดความเหมือนความต่างมาวัดและจัดพอร์ตตามหลักการ Uncorrelated (โพสหน้าจะมาอธิบายกันนะครับว่าอะไรคือ Covariance, Correlation)
  • ใช้ทั้งสองอย่าง

สรุปแล้ว บทความนี้ก็ถือเป็นตัวอย่างแบบง่ายๆ ที่เรายังไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรเลยนะ มันยังก่อให้เกิดผลแตกต่างได้ ถือเป็นการยืนยันประโยค “Don’t put all your eggs in one basket” ได้ในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ถ้าต่อไปเรานำเทคนิคเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการสร้างพอร์ตฟอลิโออย่างเป็นระบบล่ะ นี่เป็นแค่การ Buy and Hold เท่านั้น ถ้าเราใช้ระบบซื้อขายที่เป็น Trend Following, Mean Reversal, Pair Trading หรือ Machine Learning ล่ะ แล้วใช้วิธีการจัดการพอร์ตที่ Advance กว่านี้มันจะทำได้ขนาดไหน ก็จะค่อยๆนำเสนอไป เพราะรายละเอียดค่อนข้างมากทีเดียว ขอบคุณครับ

👉👉👉 เกร็ดเล็กๆน้อยๆ คำกล่าว “Don’t put all your eggs in one basket” อันโด่งดังไม่ได้โดนพูดครั้งแรกโดยนักลงทุนในตำนานท่านไหน แต่มาจากหนังสือนิยายคบาสสิคอย่าง “Don Quixote” ต่างหาก รูปประโยคคือ “It is the part of a wise man to keep him­self to­day for to­mor­row, and not ven­ture all his eggs in one bas­ket”

Cr. http://www.investopedia.com/university/risk/, https://herbison.com/herbison/broken_eggs_quixote.html
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s