(Paper)เช็คประสิทธิภาพของ Trend Following ในระยะเวลากว่า 136 ปี กันหน่อย!!!

บทความนี้เราจะมาดูเปเปอร์ที่นำหลักฐานจากงานวิจัย (Evidences) ที่แสดงถึงประสิทธิภาพของ Trend Following ในระยะเวลากว่า 136 ปี!!! ที่ผ่านมามาวิเคราะห์กัน

เปเปอร์นี้โอเคเลยครับเป็นการสรุปผลการลงทุนแบบตามแนวโน้มเป็นจำนวนถึง 136 ปี จุใจกันเลยทีเดียว! ปกติเราทำระบบลงทุน Backtest กัน 30-40 ปีก็ว่ามากแล้วแต่เปเปอร์ตัวนี้เค้าไปหาข้อมูลตลาดหลักทรัพย์อเมริกาตั้งแต่ปี 1880-2016 กันเลยทีเดียว เก่าแก่แค่ไหนนะหรือครับ ปี 1880 ก็ตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษประเทศญี่ปุ่นจักรพรรดิเมจิ และที่ไทยเรา ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ยังทรงครองราชย์ อยู่เลยครับ!!!!


ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ “การลงทุนแบบนี้ให้ผลโดยเฉลี่ยยอดเยี่ยม” ทีเดียว โดยสามารถทำงานได้อย่างดีในภาวะวิฤตในตลาดมาได้ถึง 8 ใน 10 ครั้งทีเดียว โดยงานวิจัยครั้งนี้เป็นของ คุณ Brian Hurst และผองเพื่อน แห่ง AQR Capital Management ครับ

จากเปเปอร์นี้จะเห็นได้ว่า

—> การลงทุนแบบ Trends Following ให้ผลบวก ทุกๆทศวรรษตั้งแต่ 1880 เป็นต้นมา
—>ในช่วงเวลานั้นๆ เราจะเห็น Correlation เล็กๆน้อยๆระหว่าง หุ้น และ Bonds มาตลอด โดยช่วงเวลา Correlation สูงสุดคือช่วงปี 1940s ที่ 0.34 และ ช่วงปี 2010’s ที่ 0.28
—> ช่วงเวลาที่ Correlation ต่ำสุดล่ะ อยู่ที่ช่วงปี 1960’s ที่ -0.37 และ 2000’s ที่ -0.34
(ตามหลักสถิติ Correlation สูงเนี่ยก็ต้อง 66% ถึง 80 % อัพไปเลย แต่ในทางไฟแนนท์เป็นการยากครับที่จะเห็นอะไรแบบนั้นครับ)

เดี๋ยวหลังจากนี้ผมจะสรุปผลของ Trend  Following โดยแยกให้ฟังเป็นข้อๆ กันนะครับ แต่ก่อนอื่น สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่คุ้นกับเรื่อง  Correlation  ผมจะขออนุญาติแนะนำให้ลองอ่านบทความที่ทางเราเคยเขียนไว้ ตามลิงก์ด้านล่างก่อนนะครับ จะได้เข้าใจมากขึ้นเมื่ออ่านต่อไป

Screen Shot 2017-08-15 at 13.51.32.png
3 Types of Correlation
(บทความเรื่อง Correlation ที่เคยเขียนไว้ สามารถหาอ่านได้ที่ลิงก์นี้ : https://qtmlresearch.com/2016/09/02/trading-with-correlation-1/)

สรุปผล  Trend Following

Screen Shot 2017-08-15 at 14.04.34.png
รูปที่ 1 –   ผลกำไรจาก  Trend Following ปี 1880 – 2016

รูปที่ 1) – รูปนี้ผลกำไรจาก Trend Following ในแต่ละปีในปี 1880-2016 จำนวน 136 ดาต้าพ้อย โดยแนวนอนคือ ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์อเมริกาในปีนั้นๆ และ ในแนวตั้งคือ ผลตอบแทนของระบบ Trend Following แล้วเราจะตีความมันยังไงดีล่ะ ที่เห็นรูปโค้งๆนี่ก็เม้กเซ้นนะครับ เมื่อตลาดมีเทรนสูงๆ คือ ขึ้น Bullirsh หรือ ลง Bearish มากๆ ระบบ Trend Following ก็ผลดีไปด้วย

Screen Shot 2017-08-15 at 14.06.13.png
รูปที่ 2 – ประสิทธิภาพของ Trend Following ในช่วงวิกฤตตลาด

รูปที่ 2) – รูปนี้เป็นรูปประสิทธิภาพโดยรวมของตลาดในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตใหญ่ๆจำนวน 10 ครั้งครับ ตั้งแต่เหตุการณ์ Panic of 1893 หรือเป็นวิกฤตตลาดหุ้นครั้งแรกๆของโลกเราเลยทีเดียว กราฟที่โชว์ สีเขียวเนี่ยคือผลการลงทุนของระบบ Trend Following ใน วิกฤตครั้งนั้น ส่วนที่สีม่วงคือภาพรวมของตลาดการลงทุน โดยเค้าเลือกใช้ 60/40(การลงทุนในตลาดหุ้น 60% และ ตลาด Bonds 40% เป็นรูปแบบการทำ Portfolio Allocation อย่างหนึง) มาเป็น Benchmark ผลที่ออกมาก็คือระบบ Trend Following สามารถผ่านมันไปได้ถึง 8 ใน 10 ครั้ง และยังคงทำกำไรได้ ข้อสังเกตของผมก็น่าจะเป็นเพราะว่า ช่วงวิกฤตนั้นๆตลาดมี Trend นั้นแหละครับมันก็เลยรอดไง แต่ถ้าปีไหนที่ตลาดเป็นวิกฤตแต่ Trend ไม่ชัดมันก็ไม่น่าจะรอดเหมือนกันนะครับ

Screen Shot 2017-08-15 at 14.08.00.png
รูปที่ 3 – ประสิทธิภาพในเชิงสถิติของ Trend Following

รูปที่ 3) – รูปนี้คือผลในเชิงสถิติของมันกันดีกว่า อันแรก profit Trend Following ก็เอาชนะ 60/40 ไปได้ ในสถิติตัวอื่นๆเช่น Volatility Trend Following ก็เอาชนะ 60/40 ไปได้ที่ 8.7% ต่อ 10.7% ส่วน Draw Down ก็เอาชนะได้ตามมาติดๆที่ -50.2% ต่อ -62.3% ส่วนแบบนี้อะไรจะตามมาครับทางสถิติ ก็แน่นอน ตัววัดยอดฮิตอย่าง Sharpe Ratio เราย่อมเดาได้แล้วว่า Trend Following ย่อมเอาชนะได้แน่นอนเนื่องจาก Sharpe Ratio มันคำนวนมาจากสองสิ่งหลักๆคือ Standard Deviation(เหมือนพี่น้องของ Volatility นั่นแหละ) และ Return นั่นเอง

แล้วช่วงแย่ๆ ของ Trend Follow ล่ะ?

อ่านมาถึงตรงนี้เราอาจจะคิดว่าการลงทุนแบบ Trend Following นี้มันโคตรเทพเลยนะครับ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ตลาดก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยครับ ถ้าเราเคยได้ยินเรื่อง Noise พอเวลาผ่านไปไม่ว่าการที่มีผู้เล่นมากขึ้นเข้ามาในตลาดและกลยุทธ์การลงทุนที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้กระทั้ง เทคโนโลยีก็มามีผล อย่าง High Frequency เองก็ทำให้ตลาดมี Noise มากขึ้น ผลการลงทุนจึงไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้วครับ นั่นก็จุดหนึงครับ แต่ในเปเปอร์นี้เค้า ได้อธิบายไว้ว่าตลาด

Screen Shot 2017-08-15 at 14.15.46.png
รูปที่  4 – Correlation ของตลาดในแต่ละช่วงเวลา

รูปที่ 4) – จากรูปเค้าให้คำอธิบายว่าตลาดตั้งแต่ปี 2008-2014 เนี่ยค่า Correlation
ระหว่างตลาดต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ยาวนาน ทำให้นักลงทุน Trend Following ขาด Diversification ในการลงทุน เนื่องจากการที่ค่า Correlation “สูง” คำว่าสูง ในเชิง Investing data ค่า Correlation ระดับนี้ถือว่าสูงเพราะตามปรกติสินทรัพย์ก่อนปี 2008 นั้นจะค่อนข้าง Uncorrelate ต่อกันดังรูป

—> ถ้าสินทรัพย์ที่นักลงทุน Trend Following นั้น “Uncorrelate” ต่อกัน ผลที่ได้คือการลงทุนในแต่ละวันนั้นจะออกมาในรูปแบบ ได้กำไรจากสินทรัพย์ที่ลงทุนหลายๆตัว และ ได้รับการขาดทุนจากสินทรัย์หลายๆตัว เมื่อมารวมกันในแต่ละวันของการลงทุน Profit and Loss ก็จะได้กำไรวันละเล็กน้อยและขาดทุนวันละเล็กน้อยต่อๆกันไป เมื่อมารวมกันในระยะเวลายาวนานก็จะได้กำไรมากกว่าขาดทุน นี่คือสิ่งที่ Trend Following ในงานวิจัยตัวนี้เป็นมาตลอด

—> ถ้าสินทรัพย์ที่นักลงทุน Trend Following นั้น “Correlate” ต่อกัน การลงทุนก็ขาดการกระจายตัวครับ เวลาขาดทุนหรือกำไรมันก็จะไม่เฉลี่ยนกันจนเกิดกำไรและขาดทุนวันละเล็กน้อยอีกแล้ว เช่น บางวันก็จะมีตัวที่กำไรมากกว่าขาดทุนมาก(จำนวนสินทรัพย์) วันไหนขาดทุนก็จะก็จะมีตัวที่ขาดทุนมากกว่าตัวที่กำไรมาก(จำนวนสินทรัพย์) เพราะฉะนั้น Profit and Loss ในแต่ละวันก็จะใหญ่กว่าภาวะที่ตลาด Correlate ครับ

จริงๆ Concept ของ Diversification ก็เป็น Concept เราได้เขียนเอาไว้แล้วเมื่อครั้งก่อนเรื่อง “Uncorrelated return” ซึ่งสามารถอ่านได้ในลิงก์ด้านล่าง

👉👉👉 ทำไมต้อง Uncorrelated

https://qtmlresearch.com/2017/08/07/uncorrelated-asset/

👉👉👉 บทความเพิ่มเติมเรื่อง “Correlation” สามารถอ่านบทความที่ทาง QuantML ได้เขียนไว้ตามลิงก์ด้านล่าง

https://qtmlresearch.com/2016/09/02/trading-with-correlation-1/

👉 👉👉บทวิเคราะห์ฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่

https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=2993026

👉 👉👉ว่าด้วย 60/40

https://seekingalpha.com/article/4012210-60-40-stock-bond-allocation-portfolio-dead

โดยบทความวันนี้ผมได้สรุปจากบทความของคุณ Michael Melissinos และ เพิ่มเติมด้วยตัวเองอีกส่วนหนึง ผู้เขียนบทความ คือ “Michael Melissinos” CEO จาก Melissinos Trading ประอเมริกา ที่เน้นการเทรดแบบ long-term uncorrelated strategy ที่เน้นการควบความความเสี่ยงด้วย diversification นั่นเอง

จบไปแล้วนะครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย และ เปิดมุมมองให้ผู้อ่านได้มองเห็นประสิทธิภาพของ Trend Following ในมุมกว้างๆกันครับ แล้วในโอกาสหน้าทางเราจะพยายามนำมุมมองใหม่ๆ จากงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากกันอีกนะครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s