Perry Kaufman นักวิทยาศาสตร์รุ่นเก๋า ที่ผันตัวมาเป็น System trader

Perry-Kaufman-trading-system
Perry Kaufman

ประวัติการทำงานโดยย่อ

  • จบการศึกษาทางด้าน คณิตศาสตร์มาเฉพาะทาง และเริ่มทำงานกับด้านวิศกรระบบนำทางของจรวดอวกาศในโครงการ Gemini (ก่อนหน้าโครงการ Apollo).
  • เคยทดลองเทรดเองในช่วงแรก แต่พบว่ามันเหนื่อยมาก เดี๋ยวได้เงินเดี๋ยวเสียเงิน ไม่แน่นอน ต้องใช้พลังงานมาก จึงตัดสินใจมาใช้ระบบเทรด โดยปล่อยให้ความน่าจะเป็นทำงานของมันไป.
  • เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการลงทุนเป็นระบบไว้หลายเล่ม สามารถเช็คดูได้ใน Amazon

9 มุมมองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาของ Perry Kaufman

Untitled
รูป ดัชนี S&P 500 แบบลอการิทึ่มตั้งแต่ปี 1950-2016
  • ตลาดทุนเปิดกว้างมากขึ้น

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก  และอุปกรณ์ที่จะทำให้เข้าถึงตลาดทุน เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต ได้มีการเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ทำให้มีผู้เล่นที่เข้ามาในตลาดทุนเยอะขึ้นเพราะมันเข้าถึงได้ง่ายแล้ว

  • Noise ในตลาดหุ้น

ผู้ลงทุนหลายกลุ่มเป็น กลุ่มคนที่เกษียณอายุแล้ว และได้นำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างเผื่อหวังผลตอบแทน และ อีกจำพวกก็คือ คนที่นำเงินลงทุนเอง และ ในยุคหลัง ๆ มา เกิดการลงทุนตามระบบคอมพิวเตอร์อัลกอริทึ่มมาขึ้น ซึ่ง การที่มีผู้เล่นจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมนี้ จึงทำให้พฤติกรรมของตลาดทุนเปลี่ยนไป และ มี Noise เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

เมื่อตลาดมี Noise มาก การเทรดด้วยระบบก็หาเงินได้ยากกว่าเดิม แตกต่างกับในยุค 1960s-1970s ซึ่งเป็นสมัยที่ตลาดหลักทรัพย์ยังมี Noise ไม่มากนัก ตลาดจึงมี Trend ที่ชัดเจนกว่าปัจจุบันเป็นอย่างมาก

หมายเหตุ : Noise ในที่นี้ของเขาหมายความเพียงการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรายังไม่ได้พูดไปถึง Volatility

  • ความง่ายของการลงทุนด้วย Technical Indicator จบลงในสมัย  1980s

ในอดีต การลงทุนด้วยการใช้ Technical Indicator ที่ง่ายๆเช่น  Moving Average 10 วัน เราก็สามารถทำเงินได้แล้ว เพราะตลาดมี Noise น้อย การเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทางหนึ่งของมันจึงมีความราบรื่นมากกว่า (Smoothly) จนกระทั่ง เมื่อมีผู้เล่นที่ใช้แนวทางลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ละคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกัน บางคนอยากซื้อ บางคนอยากขาย บางคนก็ลงทุนตาม Trend ทำให้ความง่ายในการทำเงินก็จบลงในช่วงต้น 1980s นี่เอง

  • Trend following กับ ตลาดทุนยุคใหม่

สำหรับ Trend Following ในยุคปัจจุบัน (Noise มาก) การหา Trend ว่าเกิดแล้วหรือยังนั้นจะหายากกว่าเมื่อก่อนเพราะในการจับหา Trend เราต้องรอให้การเคลื่อนไหวของราคาใหญ่พอจึงจะกำหนด Trend การเคลื่อนไหวที่เป็น Trend ชัดมากจริง ๆ ก็จะเกิดน้อยลงเช่นกัน

  • Mean reversion กับ ตลาดทุนยุคใหม่

ในทางกลับกัน ตลาดที่มี Noise มากนั้นทำให้ Trend ชัดๆน้อยลงก็มีผลทำให้การลง mean reversion trader มีประสิทธิภาพขึ้นมานิดหน่อย กล่าวคือเมื่อTrend น้อยลงหมายความว่าตลาดทุนจะเกิดการกลับตัวมากขึ้นนั้นเอง

หมายเหตุ : ในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤต(เช่น วิกฤตตลาดทุน ปี 1929, 1987, 2008) ตลาดทุนมักจะมีการกลับตัวพร้อมกัน

  • วงจรของตลาดทุนเกิดใหม่

เมื่อตลาดทุนของประเทศใหม่ๆตลาดเกิดใหม่ขึ้นมา มันก็จะเหมือนตลาดของประเทศอย่างอเมริกาในยุค 70-80 นั่นเอง มันยังมีผู้เล่นเข้ามาไม่มากนัก การเคลื่อนไหวของมันก็มีโอกาสที่จะเป็น Trend ที่แข็งแรงมากกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว  อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เล่นต่างๆสังเกตเห็นช่องว่างตรงจุดนี้ก็จะทยอยกันเข้ามารับส่วนแบ่ง ประกอบกับเมื่อเวลาผ่านไปตลาดทุนของประเทศนั้นๆก็จะพัฒนาขึ้นด้วย ตลาดทุนนั้นๆก็จะมี Noise เพิ่มขึ้นตามลำดับนั่นเอง

  • อันดับตลาดทุนที่มี  Noise มากที่สุด

ถ้าเราจัดอันดับ ตลาดทุน ประเทศต่างๆ เราจะพบว่า ตลาดทุนแห่งประเทศอเมริกานั่นเป็นตลาดทุนที่มี Noise มากที่สุด รองมาก็เป็น ยุโรป เอเชีย ลาตินอเมริกา ตามลำดับ เป็นเพราะ 1. ประเทศที่ตลาดเกิดใหม่กว่า 2. ประเทศพัฒนาน้อยกว่า 3. ประเทศที่ผู้เล่นเข้ามาร่วมน้อยกว่า ก็จะมี Noise น้อยกว่า และมีโอกาสที่จะเกิด Trend ที่แข็งแรงกว่า

  • เทคนิคการลงทุนที่เปลี่ยนไป

สามารถสรุปได้ว่าในการพัฒนาระบบเทรดของเรานี้ ถ้าตลาดที่เราเข้าไปเล่นด้วยเป็น 1) ตลาดที่มี Noise มาก กลยุทธการเทรดแบบ mean reversion trader ก็มีความน่าสนใจ 2) ในตลาดที่มี Noise น้อยกว่า เราก็น่าจะลองพัฒนาระบบ Trend Following ไปจับมันนั่นเอง

แต่ทั้งหมดนี้มันก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดที่มีพัฒนาแล้ว จะไม่เหมาะกับการเทรดแบบ  Trend Following เลยทีเดียว เพราะบางช่วงเวลามันก็ใช้ได้จริงๆเช่น จากปี 2009-2014 ตลาดหลักทรัพย์อเมริกานั้นมี Trend ที่ชัดมาก ทุกตลาดทุนนั้นมีช่วงเวลาที่มี Trend ชัดและไม่มี Trend อยู่แล้ว แต่ในภาพรวมตลาดที่มี Noise มากกว่านั้นก็มีโอกาสที่จะผันผวนมากกว่าจนได้นั่นแหละครับ

  • Fed

อัตราดอกเบี้ยของ Fed เป็นตัวแปรสำคัญในการเคลื่อนไหวของราคาตลาดทุนใน Long Term Trend


คำแนะนำในการเทรดของ Perry Kaufman

  • ผู้เล่นทุกคนในตลาดหลักทรัพย์ต่างมีนิสัยในการเทรดเป็นของตัวเอง ถ้าเรามีลักษณะนิสัยเป็นคนแบบใดแบบหนึ่งจริง ๆ ก็ควรจะหากลยุทธการเทรดที่เหมาะกับตัวเอง ถ้าเราเป็นคนชอบการเทรดระยะสั้นจริง ๆ เราก็จะไม่สามารถทนการ Swing ของ Equity curve ได้ เพราะในกลยุทธการเทรดแบบ Trend Following เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก ถ้าเมื่อจุดสิ้นสุดของการเทรดครั้งนั้น ๆ เราจะต้องคืนกำไรไปบ้างส่วนอาจจะมากถึง 10-20% ก็ได้ ถ้าเราทนมันไม่ได้ เราก็ไม่สามารถเทรดด้วยกลยุทธนี้ได้

    bottom-fishing
    รูป กลยุทธ์ Trend Following
  • โดยธรรมชาติคนเรามักต้องการกำไรสูงสุดเสมอ นั่นเป็นเหตุให้หลายคนทำใจรับระบบเทรดไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มันก็ได้กำไรเหมือนกัน และ มั่นคงด้วย
  • การเทรดแบบ Trend Following เป็นสไตล์ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นเสมอ เพราะ มันจะปลอดภัยกว่า แต่ผู้เทรดแบบ Trend Following นั้นต้องเทรดแบบระยะยาวเท่านั้นจึงจะล้อไปกับการเคลื่อนไหวของ Trend ได้ ในระหว่างนั้นมันก็จะมีการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมากมาย ก็มาจาก Supply / Demand ในระยะสั้นที่เราต้องตัดสินใจออกแบบระบบของเราให้ไม่ sensitive กับการเคลื่อนไหวที่เป็น Noise มากเกินไป
  • Macro Trend ในที่นี้ ใช้กรอบการคำนวนประมาณ 60 วันไปจนถึง 200 วัน หรือสองเดือนไปจนถึง 6 – 7 เดือนเป็นกรอบในการวิเคราะห์ สำหรับผู้เริ่มต้นการวิเคราะห์ Macro Trend ก็จะปลอดภัยที่สุดที่จะทำให้เราไปถูกทางกับเขา
  • เราควรจะลงทุนจริง ๆ ด้วย ไม่ว่าเราจะทดลองจำลองซิมมูเลชั่นมาได้ดีแค่ไหน แต่เราจะไม่สามารถเข้าใจได้จริงๆ ถ้าเราไม่เอาเงินจริงลงไปกับระบบของเรา ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน
  • เวลาที่เราถือหุ้นมากกว่า 1 ตัว หรือ ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้  กองทุนรวม หรืออะไรก็ได้มากกว่า 1 ที่เราถือ อยู่เราต้องพยายามจัดการความเสี่ยงต่อ 1 position ให้เฉลี่ยๆกัน Volatility parity หรือการจัดการความเสี่ยงนั่นเอง
  • การทำอย่างง่ายที่สุด ก็คือการไม่พยายามไปทำนายว่า หุ้นตัวไหนจะทำเงินได้มากกว่าอีกตัว การเกลี่ยการลงทุนอย่างง่าย คือ ซื้อด้วยจำนวนเท่ากัน เช่น  กำหนดว่า จะซื้อหุ้นตัวละ 10,000 เหรียญเท่ากันทุกตัว ก็แค่เอา เงิน/ราคาหุ้น เท่า ๆ กันในแต่ละตัว เพราะถ้าเราพยายามทำนายว่า หุ้นตัวหนึงจะทำกำไรได้มากกว่าอีกตัวหนึง แล้วเราเพิ่ม position ไป 2 เท่าเพราะเพียงแค่ความคาดหวัง มันก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงไปยัง Portfolio
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s